เครื่องดนตรีไทย เป็น เครื่องดนตรี ที่สร้างขึ้นตามสิ่งที่เรียกกันว่าศิลปวัฒนธรรมของไทย

ที่มีเอกลักษณ์และรูปแบบที่คงความเป็นไทยอย่างที่สุด ซึ่งเครื่องดนตรีไทยในแต่ละชนิดก็มักจะสร้างขึ้นตามความเป็นอยู่ของแต่ละพื้นที่ของแต่ละภาคของไทย โดยแบ่งตามอากัปกิริยาของการบรรเลง คือ เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี เครื่องเป่า และจะมีเครื่องดนตรีที่รู้จักกันหลักๆ ได้แก่ ปี่ ซอ ซอด้วง ซออู้ ฆ้อง ระนาด ฉิ่ง ฉาบ จะเข้ กลองยาว กรับ และ โหม่ง

 ประวัติศาสตร์ไทยกับเครื่องดนตรีแบ่งได้เป็น 4 สมัย ดังนี้

สมัยสุโขทัย

เครื่องดนตรีสมัยสุขโขทัย

คนประเทศไทยมีความสนุกสนานร่าเริงกับการเล่นนครีแล้วก็ขับร้องกันมากมายตามที่ปรากฏในหลักแผ่นจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ว่า  “ดบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน”  ซึ่งแสดงถึงการบรรเลงในเครื่องดนตรีประเภท ดีด สี ตี เป่า คือ กลอง ปี่ พิณ นอกนั้นยังมีหลักฐานของล้านนาไทยที่มีศิลปวัฒนธรรมร่วมยุคสมัยกันในหลักแผ่นศิลาจารึกในวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ที่จารึกไว้ว่า “ให้ถือกระทงข้างตอกดอกไม้ไต้เทียน ตีพาทย์ดังพิณฆ้องกลอง ปี่สรไนพิสเนญชัยทะเทียดกาหลแตรสังมาลย์กังสดาล มรทงค์ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนร้องโห่อื้อดาสรท้านทั่งทั้งนครหริภุญชัย แล” ซึ่งแสดงถึงเครื่องดนตรีบรรเลงในวงดนตรี และก็ประชาชนเอามาเล่นเพื่อความสนุกสนานร่าเริงครึกครื้นกัน ดังนั้นจึงสามารถพูดถึงเครื่องดนตรีไทยในยุคจังหวัดสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยในยุคนั้น ตัวอย่างเช่น วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในพระราชพิธีต่างๆอีกด้วย

สมัยอยุธยา

เครื่องดนตรีสมัยอยุธยา

นับเป็นช่วงที่บ้านบ้านเมืองวุ่นวายไปกับการมีศึกสงครามกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เครื่องดนตรีไทยในสมัยนั้นไม่เจริญก้าวหน้าสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีเครื่องดนตรีไทยในวงปี่พาทยือยุ่ มีเครื่องห้าเท่าเดิม จนพึ่งมีการเพิ่มระนาดในภายหลังตอนปลายสมัยอยุธยา ส่วนวงดนตรีที่มีการเกิดขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยา ได้แก่ วงมโหรี ที่บรรเลงโดยผู้หญิง เพื่อทำการขับกล่อมถวายแก่พระมหากษัตริย์ และในสมัยนั้นยังมีการผสมประกอบกับเครื่องดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย ทับ กรับ เป็นต้น แต่ต่อมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาผสมแทนกระจับปี่ เพื่อให้ทำนองได้ประณีตบรรจงและละเอียดลออรวมทั้งเพราะกว่า และวงเครื่องสาย มีเครื่องดนตรีซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับแล้วก็ฉิ่ง

สมัยธนบุรี

เครื่องดนตรีสมัยธนบุรี

ในสมัยธนบุรีมีวงดนตรีอยู่ 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงมโหรี วงปี่พาทย์ และ วงเครื่องสาย แต่อาจมีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาผสมในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฎขึ้นในกำหนดการของพระมหากษัตริย์สมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกต เป็นต้น

สมัยรัตนโกสินทร์

เครื่องดนตรีสมัยรัตนโกสินทร์

 

เป็นยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าด้านดนตรีสูงมาก ได้เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการเพิ่มกลองทัดในวงปี่พาทย์ขึ้นเป็น 2 ลูก และยังได้เพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก 1 ราง ยังเติบโตขึ้นอีกเลื่อยๆ ต่อมาในรัชกาล 2 ได้เริ่มมีปี่พาทย์ประกอบเสภาขึ้นมาบรรเลง จึงได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบกิจการบรรเลงประกอบกลอนเสภา แล้วก็ได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย ในยุคสมัยรัชกาลที่มีผู้ผลิตระนาดทุ้มแล้วก็ฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้เกิดขึ้นของวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นในสมัยนั้น ในสมัยรัชกาลที่ วงปี่พาทย์มีความก้าวหน้ามากมาย โดยนายจ้าง เจ้าขุนมูลนาย ข้าราชการ ต่างก็มีวงปี่พาทย์ประจำบ้านกัน แล้วก็พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชดำริให้นำลวดเหล็กเล็กที่ทรงทอดพระเนตรจากนาฬิกาจัดโต๊ะที่กลไกภายในมีลวดเส้น เล็กสั้นบ้างยาวบ้าง ปักเรียงกันถี่ๆเป็นวงกลมเหมือนหวีตรงกลางมีแกนหมุนรวมทั้งเหล็กเขี่ยเส้นลวดเหล็กพวกนั้นผ่านไปรอบๆที่พระองค์ทรงเรียกว่า นาฬิกาเขี่ยหวี ซึ่งมีเสียงดังกังวานมาสร้าง เป็นระนาดทุ้มเหล็ก แล้วก็ระนาดเหล็กที่เล็กมากยิ่งกว่าและมีเสียงสูงยิ่งกว่า มาเพิ่มเข้าในวงปี่พาทย์ และเรียกวงปี่พาทย์นี้ว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ส่วนในรัชกาลที่ 5 และ 6 ถึง 7 เป็บสมัยที่มีความก้าวหน้าที่ถือว่าไวที่สุด ในรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งวงเครื่องสาย ส่วนพระองค์ขึ้นมา โดยพระองค์ทรงซอด้วงด้วยตัวเอง  และพระบรมราชินีทรงซออู้ พร้อมทั้งเจ้าขุนมูลนายอีกหลายพระองค์ ที่อยู่ในวงนั้น ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 การละเล่นดนตรีไทยได้ค่อยๆ เสื่อมลง จนได้มาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้มีการฟื้นฟูดนตรีไทยขึ้นมาใหม่เลื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ในรัชกาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระปรีชาสามารถทางดนตรีสากล รวมทั้งพระราชนิพนธ์เพลงขึ้นหลายเพลงด้วย แม้กระนั้นพระองค์ยังทรงสนพระทัยการดนตรีไทย โดยพระราชทานทุน ให้พิมพ์เพลงไทยเป็นโน้ตสากลออกจำหน่ายจนกระทั่งได้รับความนิยมของแวดวงดนตรีทั่วๆไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://th.wikipedia.org/

หากท่านใดสนใจอ่านต่อเกี่ยวกับประวัติของเครื่องดนตรีได้ที่เว็บหลักของเรา เว็บเครื่องดนตรีไทย